การเดินทางเริ่มก่อนที่เราจะรู้เสียอีก

อยากจะเขียนเล่าและแลกเปลียนประสบการ์ณการเดินทางค้นหาสัจธรรมของตัวเอง การเดินทางยาวนานที่ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาเจ็ดปีแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนดี จนนี่ก็ปีเก่าจะจากไปปีใหม่จะเข้ามาแล้วก็ยังไม่ได้ฤกษ์ซะที วันนี้คิดไปคิดมาก็เห็นว่าจะต้องเริ่ม เขียนอะไรก็เขียนไปเหอะ เพราะมัวแต่รอรีก็พอดีต้องรอไปชาติหน้า 

สำหรับใครก็ตามที่กำลังจะเริ่มเดินทาง หรือคิดจะเดินทาง หรือยังไม่รู้เหมือนกัน หรือใครๆ หลายคนก็อาจจะงงว่า การเดินทางที่มันอะไร เดินทางไปไหน การเดินทางนี้เป็นการค้นพบตัวเองทางจิตวิญญาณ จริงๆ เหมือนการเดินทางจากภายนอกเข้าสู่ภายในตัวเอง เอาเป็นว่าจะเล่าประสบการ์ณของตัวเองก็แล้วกันนะคะ เพราะจริงๆ ก็ไม่ได้เป็นผู้สันทัดกรณี ก็ใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐานนี่แหละ

เมื่อมองย้อนกลับไป การเดินทางนี้เริ่มมาตั้งแต่จำความได้แล้ว เพียงแต่เพิ่งจะมาปะติปะต่อเป็นภาพได้เมื่อห้าหกปีที่ผ่านมา มันก็เหมือนเราเล่นต่อจิ๊กซอร์นะคะ ต่อไปเรื่อยๆ เอาชิ้นนั้นติดกับชิ้นนี้ มันก็ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่าง

ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กๆ ก็เคยสงสัยถามตัวเองบ่อยๆ เอาเป็นว่าตั้งแต่เริ่มจำความได้ยังอ่านเขียนไม่ได้ก็จะมีความรู้สึกงงๆ ว่ามาทำอะไรที่นี่หว่า มาทำไม แล้วทำไมถึงอยู่คนเดียว ไม่อยากอยู่ที่นี่เลยนะ แต่ทั้งๆ ที่ชีวิตในวัยเด็กก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ครอบครัวก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่น มีญาติพี่น้องรักใคร่ปรองดองกันดี (จะมีทะเลาะกันบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา) แล้วตอนเด็กๆ ก็มีความรู้สึกมาตั้งแต่เล็กๆ เลยแหละว่าตัวเองมีฝาแฝด มีใครสักคนที่เหมือนฉัน อายุเท่าฉัน เคยถามแม่บ่อยๆ ว่ามีฝาแฝดอยู่ที่ไหนสักทีหรือเปล่า แม่แน่ใจนะ ซึีงมันก็ตลกดีนะ 

พ่อของฉันเสียไปเมื่อนตอนฉันอายุได้เกือบๆ สี่ขวบ แต่แม่ก็เลี้ยงลูกๆ ทั้งสามคน คือพี่ชายสองคนและฉันซึ่งเป็นลูกสาวคนเดียวมาตลอด แม่ไม่เคยแต่งงานใหม่ แต่พี่ๆ ของพ่อ คือคุณป้าคุณลุงทั้งหลายก็ช่วยเลี้ยงด้วย เพราะที่บ้านสมัยนั้นอยู่ชานเมืองกรุงเทพฯ จริงๆ ก็คือเข้าไปในตัวจังหวัดนนทบุรีแล้ว เป็นบ้านมีเนื้อที่กว้างขวางมาก มีคลองเล็กๆ ผ่านหน้าบ้าน สะพานไม้ที่รถเข้าออกได้ และสนามใหญ่ๆ และสระน้ำขนาดใหญ่สองสระอยู่หลังบ้าน คือเป็นสวรรค์เป็นสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติดีสำหรับการเติบโตพัฒนาของเด็กจริงๆ

ถึงจะเป็นเด็กที่มีความสุข แต่ฉันเป็นคนขี้เหงา และช่างคิด มีอะไรบางอย่างที่มันขาดหายไป ที่มันหาไม่เจอ มีความรู้สึกว่าตั้งแต่จำความได้ก็ค้นหามาตลอด หงุดหงิด งุ่นง่าน มันอะไรกันนะที่หายไป คือตั้งแต่เป็นเด็กจะชอบอ่านหนังสือมาก แม่จะพาไปซื้อหนังสืออ่านเล่นจากศึกษาภัณท์ทุกปิดเทอม และแม่บอกว่าเลือกไปเลย จะเอาเล่มไหน ส่วนใหญ่ที่เลิอกซื้อก็เป็นวรรณกรรมเยาวชน หนังสือแปลของทวพ อย่างเช่น เมืองในตู้เสื้อผ้า The Lion, the witch and the wardrobe หนังสือแปลของเอนิด ไบล์ตั้น The Famous Five by Enid Blyton (จะบอกว่าอ่านครบทุกเล่มเลยแหละ) และอื่นๆ อีกมากมาย พอโตขึ้นเรียนมัธยมปลายก็เข้าไปในห้องสมุดไปอ่านหนังสือพวกปรัชญา Hermann Hesse, Rabindranath Tagore, Kahlil Gibran อะไรพวกนี้คืออ่านรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็อ่านอ่ะ พอเข้ามหาลัยก็อ่านแหลกทั้งวรรณกรรมเด็ก วรรณกรรมคลาสสิก ปรัชญา ...ก็ไม่ได้ว่านะ การอ่านมันก็ช่วยให้เรามีความรู้ ได้ประสบการ์ณเสริม แต่ก็มีความรู้สึกว่ามันไม่เจอะอะไรที่มันหายไปอยู่ดีนะ


เคยมีความรู้สึกเหมือนกันนะว่ามันมีสถานที่สักที ที่ก็นึกไม่ออก เป็นที่ที่มีความหมายกับฉัน แต่ไม่รู้ว่าที่ไหน ตอนเด็กๆ เคยคิดว่าอยากจะเดินออกจากบ้านไปแล้วก็เดินไปเรื่อยๆ ไปตามหาที่แห่งนั้น และจำได้ว่าตอนเด็กๆ แม่เคยเล่าเรื่องของแม่ให้ฟังว่ากรุงเทพย่านยานาวาที่แม่อยู่สมัยก่อนมีทุ่งหญ้า หลังจากฝนตกและรุ้งกินน้ำปรากฎแม่มีความรู้สึกว่าปลายรุ้งกินน้ำนั้นอยู่ที่ปลายทุ่ง มีความรู้สึกเหมือนว่าเดินไปนิดเดียวก็จะไปแตะได้ แม่กับลูกพี่ลูกน้องก็ออกเดินกันไป แต่เดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึงสักที เหนื่อยในที่สุดต้องหันหลังกลับบ้าน จำได้ว่าตอนที่แม่เล่านั้นฉันคิดในใจว่าสักวันจะต้องไปจับรุ้งกินน้ำแทนแม่ให้ได้ 😄แล้วแม่ก็ยังเคยเล่าอีกว่า ตอนที่แม่เป็นเด็ก แม่มีความฝันอยากจะอยู่บ้านที่เป็นเรือและล่องไปตามแม่น้ำ ไปเรื่อยๆ แต่พอโตขึ้นก็รู้ว่าความฝันนั้นมันเป็นความเพ้อเจ้อ แต่ฉันไม่คิดอย่างนั้นนะ ฟังแม่เล่าแล้วก็คิดว่าถ้าฉันโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ฉันจะทำในสิ่งที่ฝันไว้ให้เป็นความจริง ไม่มีทางที่จะคิดว่ามันเป็นเรื่องเพ้อเจ้อเด็ดขาด
 

นอกจากนั้นตอนเด็กๆ เป็นคนที่ชอบดาราศาสตร์มากเลย คือชอบดูดาว ถ้าใครถามว่าโตขึ้นอยากจะเป็นอะไรก็จะบอกเลยว่า อยากจะเป็นนักดาราศาสตร์ค่ะ แม่เคยพาไปท้องฟ้าจำลองก็จะชอบมาก ที่บ้านก็จะชอบเดินออกมาดูดาวกลางสนามเวลามืดๆ ไม่เคยกลัวความมืดเลย พอมืดจะชอบออกไปเดินลากรถเล่นดูดาวไปด้วย และมีดาวกลุ่มหนึ่งที่เวลามองไปบนท้องฟ้าทีไรก็จะเห็น มันเป็นกลุ่มดาวที่มีรูปร่างเหมือนกระบวย มีความรู้สึกมาตั้งแต่เด็กว่าไอ้กลุ่มดาวหน้าตาอย่างงี้นี่เป็นบ้านเราเป็นกลุ่มดาวอารักขาของเรา และก็แปลกดีนะ โตขี้นไม่ว่าจะไปอยู่ประเทศไหนก็เห็นกลุ่มดาวนี้แหละ มองไปบนท้องฟ้าก็เจอเลย ส่วนเรื่องที่อยากเป็นนักดาราศาสตร์นั้นพอโตขึ้นมาหน่อย สักเจ็ดขวบแปดขวบก็เลิกล้มความคิดไปเพราะเรียนคณิตศาสตร์ไม่เก่ง แถมครูคณิตศาสตร์แต่ละท่านก็ดุเป็นหมาแม่ลูกอ่อน ไม่ไหวเลย คืนหนึ่งแม่บอกฉันว่า ถ้าอยากจะไปในอวกาศนะ ไม่ต้องทำงานกับนาซ่า ไม่ต้องเป็นนักดาราศาสตร์ก็ได้ ให้เรียนหัดทำสมาธิให้เก่งๆ นักสมาธิให้เยอะๆ ก็ไปได้ ฉันก็ เอ้อ แม่พูดอะไรเนี่ย มันเกี่ยวกันตรงไหน พูดแล้วก็เข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวาไปในทันที

นอกจากนั้นตอนเด็ก ๆ ดูหนังเรื่อง Star wars แล้วชอบมากเลย ชอบแบบติดตาตรึ่งใจจริงๆ โดยเฉพาะตอน Once Upon a time in the Galaxy far...far away....คิดแล้วมันเกิดความรู้สึกแปลกๆ อ้างว้างว่างเปล่าในใจยังไงบอกไม่ถูก และที่ประหลาดกว่านั้น ตอนอายุสักสิบเอ็ดขวบได้ ที่รู้ว่าสิบเอ็ดขวบก็เพราะย้ายบ้านจากบ้านที่จังหวัดนนทบุรีมาอยู่กรุงเทพฯ ฉันจะเป็นคนที่ไม่ชอบทำการบ้านและรู้ตัวว่าต้องโดนครูทำโทษแน่ คืนวันอาทิตย์ก็จะรู้สึกแย่มากๆ ไม่อยากจะไปโรงเรียนเลย ตอนกลางคืนก่อนเข้านอน (ห้องนอนอยู่บนชั้นสาม) จะขึ้นไปบนดาดฟ้า ไปมองดูท้องฟ้า และพูดลอยๆ ว่า ทำไมถึงปล่อยให้ฉันอยู่ที่นี่ เมื่อไหร่จะมารับกลับไป ไม่อยากอยู่ที่นี่เลย อยากกลับบ้าน 😄แปลกมั้ยคะ คือจริงๆ ก็รู้ว่าตัวเองเป็นคนที่มีอะไรประหลาดๆ หาคำอธิบายไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่ค่อนข้างจะเป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนฝูง มีแต่คนชอบพอ ไม่ได่้มีปัญหาอะไรเลย นอกเสียจากความรู้สึกลีกๆ ที่ว่า I don't belong here

ในอดีตไม่เคยเข้าใจตัวเองเท่าไหร่เลยนะคะ มีความรู้สึกว่าก็ไม่ใช่ว่าไม่มีความสุข มีอะไรทุกอย่างอย่างที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งพึงจะมีพึงจะเป็น แต่มันมีอะไรบางอย่างที่มันหายไป ที่บางที คนบางคน นึกไม่ออก มันคงจะดีกว่านี้ถ้านึกออกหรือหาเจอะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างเป็นไปตามครรลองของมันนะคะ อย่างที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Divine timing 😌ก็ไมีอะไรที่เร็วไปหรือช้าไปนะคะ ขอให้มีความเชื่อนะคะ เพราะตอนนี้ได้ตำตอบต่อคำถามที่เคยถามมาตั้งแต่เด็กๆ อะไรที่เคยค้นหา ก็รู้สึกว่ารู้แล้วหาเจอะแล้ว และแต่ละวันก็รู้มากขึ้นวันละนิดวันละหน่อย และก็รู้ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีความหมายนะคะ ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน เอาเป็นว่าไว้คุยต่อโอกาสหน้านะคะ สวัสดีคะ

หมายเหตุ เรื่องราวทั้งหมดเป็นประสบการ์ณส่วนตัว โปรดใช้วิจารณญานของตัวเองเป็นเครื่องตัดสินนะคะ

รูปภาพาสวยๆ ทั้งหมดมาจาก Canva นะคะ Beautiful photos are from Canva - I don't own them


 

Comments

Popular posts from this blog

The Remains of the day

เป็นยังไงมายังไงในรอบสิบปี

How are we getting on? เป็นยังไงมายังไงกันบ้าง