การเดินทางเริ่มก่อนที่เราจะรู้เสียอีก
สำหรับใครก็ตามที่กำลังจะเริ่มเดินทาง หรือคิดจะเดินทาง หรือยังไม่รู้เหมือนกัน หรือใครๆ หลายคนก็อาจจะงงว่า การเดินทางที่มันอะไร เดินทางไปไหน การเดินทางนี้เป็นการค้นพบตัวเองทางจิตวิญญาณ จริงๆ เหมือนการเดินทางจากภายนอกเข้าสู่ภายในตัวเอง เอาเป็นว่าจะเล่าประสบการ์ณของตัวเองก็แล้วกันนะคะ เพราะจริงๆ ก็ไม่ได้เป็นผู้สันทัดกรณี ก็ใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐานนี่แหละ
เมื่อมองย้อนกลับไป การเดินทางนี้เริ่มมาตั้งแต่จำความได้แล้ว เพียงแต่เพิ่งจะมาปะติปะต่อเป็นภาพได้เมื่อห้าหกปีที่ผ่านมา มันก็เหมือนเราเล่นต่อจิ๊กซอร์นะคะ ต่อไปเรื่อยๆ เอาชิ้นนั้นติดกับชิ้นนี้ มันก็ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่าง
ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กๆ ก็เคยสงสัยถามตัวเองบ่อยๆ เอาเป็นว่าตั้งแต่เริ่มจำความได้ยังอ่านเขียนไม่ได้ก็จะมีความรู้สึกงงๆ ว่ามาทำอะไรที่นี่หว่า มาทำไม แล้วทำไมถึงอยู่คนเดียว ไม่อยากอยู่ที่นี่เลยนะ แต่ทั้งๆ ที่ชีวิตในวัยเด็กก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ครอบครัวก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่น มีญาติพี่น้องรักใคร่ปรองดองกันดี (จะมีทะเลาะกันบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา) แล้วตอนเด็กๆ ก็มีความรู้สึกมาตั้งแต่เล็กๆ เลยแหละว่าตัวเองมีฝาแฝด มีใครสักคนที่เหมือนฉัน อายุเท่าฉัน เคยถามแม่บ่อยๆ ว่ามีฝาแฝดอยู่ที่ไหนสักทีหรือเปล่า แม่แน่ใจนะ ซึีงมันก็ตลกดีนะ
พ่อของฉันเสียไปเมื่อนตอนฉันอายุได้เกือบๆ สี่ขวบ แต่แม่ก็เลี้ยงลูกๆ ทั้งสามคน คือพี่ชายสองคนและฉันซึ่งเป็นลูกสาวคนเดียวมาตลอด แม่ไม่เคยแต่งงานใหม่ แต่พี่ๆ ของพ่อ คือคุณป้าคุณลุงทั้งหลายก็ช่วยเลี้ยงด้วย เพราะที่บ้านสมัยนั้นอยู่ชานเมืองกรุงเทพฯ จริงๆ ก็คือเข้าไปในตัวจังหวัดนนทบุรีแล้ว เป็นบ้านมีเนื้อที่กว้างขวางมาก มีคลองเล็กๆ ผ่านหน้าบ้าน สะพานไม้ที่รถเข้าออกได้ และสนามใหญ่ๆ และสระน้ำขนาดใหญ่สองสระอยู่หลังบ้าน คือเป็นสวรรค์เป็นสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติดีสำหรับการเติบโตพัฒนาของเด็กจริงๆ
ถึงจะเป็นเด็กที่มีความสุข แต่ฉันเป็นคนขี้เหงา และช่างคิด มีอะไรบางอย่างที่มันขาดหายไป ที่มันหาไม่เจอ มีความรู้สึกว่าตั้งแต่จำความได้ก็ค้นหามาตลอด หงุดหงิด งุ่นง่าน มันอะไรกันนะที่หายไป คือตั้งแต่เป็นเด็กจะชอบอ่านหนังสือมาก แม่จะพาไปซื้อหนังสืออ่านเล่นจากศึกษาภัณท์ทุกปิดเทอม และแม่บอกว่าเลือกไปเลย จะเอาเล่มไหน ส่วนใหญ่ที่เลิอกซื้อก็เป็นวรรณกรรมเยาวชน หนังสือแปลของทวพ อย่างเช่น เมืองในตู้เสื้อผ้า The Lion, the witch and the wardrobe หนังสือแปลของเอนิด ไบล์ตั้น The Famous Five by Enid Blyton (จะบอกว่าอ่านครบทุกเล่มเลยแหละ) และอื่นๆ อีกมากมาย พอโตขึ้นเรียนมัธยมปลายก็เข้าไปในห้องสมุดไปอ่านหนังสือพวกปรัชญา Hermann Hesse, Rabindranath Tagore, Kahlil Gibran อะไรพวกนี้คืออ่านรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็อ่านอ่ะ พอเข้ามหาลัยก็อ่านแหลกทั้งวรรณกรรมเด็ก วรรณกรรมคลาสสิก ปรัชญา ...ก็ไม่ได้ว่านะ การอ่านมันก็ช่วยให้เรามีความรู้ ได้ประสบการ์ณเสริม แต่ก็มีความรู้สึกว่ามันไม่เจอะอะไรที่มันหายไปอยู่ดีนะ
ในอดีตไม่เคยเข้าใจตัวเองเท่าไหร่เลยนะคะ มีความรู้สึกว่าก็ไม่ใช่ว่าไม่มีความสุข มีอะไรทุกอย่างอย่างที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งพึงจะมีพึงจะเป็น แต่มันมีอะไรบางอย่างที่มันหายไป ที่บางที คนบางคน นึกไม่ออก มันคงจะดีกว่านี้ถ้านึกออกหรือหาเจอะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างเป็นไปตามครรลองของมันนะคะ อย่างที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Divine timing 😌ก็ไมีอะไรที่เร็วไปหรือช้าไปนะคะ ขอให้มีความเชื่อนะคะ เพราะตอนนี้ได้ตำตอบต่อคำถามที่เคยถามมาตั้งแต่เด็กๆ อะไรที่เคยค้นหา ก็รู้สึกว่ารู้แล้วหาเจอะแล้ว และแต่ละวันก็รู้มากขึ้นวันละนิดวันละหน่อย และก็รู้ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีความหมายนะคะ ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน เอาเป็นว่าไว้คุยต่อโอกาสหน้านะคะ สวัสดีคะ
Comments
Post a Comment